From Born To Reborn : A Brief History of Modern Architecture
posted on 13 Mar 2009 16:31 by before31
ซ้าย-บน : Bauhaus สถานที่ให้กำเนิดแนวคิดแบบ Modern
รูปอื่นๆ : บรรยากาศของต่างๆของ Pruitt Igoe
INTRO : ระหว่างอู้งาน - - ก็ไปอ่านเจอบทความดีๆ เกี่ยวกับต้นกำเนิดของงานที่เราๆเรียกกันว่า "โมเดิร์นดีไซน์"
อ่านแล้วรู้สึกว่ามันสะท้อนให้เห็น ความคิดเกี่ยวกับคน 2 กลุ่ม
ที่มองเห็น "คุณค่า" ของสิ่งๆ เดียวกันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว.............รูปอื่นๆ : บรรยากาศของต่างๆของ Pruitt Igoe
ยาว...แต่อยากเก็บไว้อ่าน จึงก๊อปมาโพสไว้....อ่านแล้วจะพอเข้าใจ ว่าทำไม เจ๊ๆทั้งหลาย ถึงชอบแต่งร้านด้วยกระเบื้องสีชมพูลายดอก...ทำไมผับหรูหรือฮิปโฮเตล 5 ดาวถึงชอบนักกับปูนเปลือยขัดมัน - -
เวลาบ่าย 3 โมง 32 นาที วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ในประเทศสหรัฐอเมริกา
เสียงระเบิดแรงสูงดังสนั่นหวั่นไหว เพียงพริบตาอาคารพักอาศัยรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมความสูง 14 ชั้นหลายหลังในโครงการเคหสถานขนาดใหญ่สำหรับชนชั้นแรงงาน ที่มีชื่อว่า "พรุทท์-ไอโกอ์" (Pruitt-Igoe) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนสายหนี่งในเมืองเซนต์หลุยส์ พังราบลงกับพื้นโลกกลายเป็นกองเศษอิฐที่ไร้ประโยชน์--วินาทีถัดไปจากนี้จะไม่มีสถานที่อย่าง "พรุทท์-ไอโกอ์" (Pruitt-Igoe) อยู่บนโลกอีกต่อไป
นี่อาจเป็นรอยร้าวที่ชัดเจนที่สุดของ "ตำนานรักสามเส้า" ในแวดวงสถาปัตยกรรมที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ของผู้ไม่สมหวังในรักทั้งสาม - - สถาปนิก (ผู้ฝักใฝ่ในการออกแบบสไตล์โมเดิร์น) ชนชั้นแรงงาน และชนชั้นกลาง (BOURGEOIS)
ตำนานรักสามเส้า - - อันแสนโศก เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อทศวรรษ 1930 เมื่อผู้นำทางความคิดแบบสมัยใหม่แห่งโรงเรียนบาวเฮ้าส์ (BAUHAUS) อย่าง วอเตอร์ โกรเปียส (Walter Gropius) และเพื่อนของเขา เมียส วาน เดอ โรห์ (Mies Van Der Rohe) ระหกระเหินหนีภัยสงครามจากพวกมาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 จากเยอรมนีประเทศบ้านเกิดมาสู่โลกใหม่ - - สหรัฐอเมริกา
การมาสู่โลกใหม่ในครั้งนี้เขาได้รับตำแหน่งเป็นถึงคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Harvard University)
แน่นอนสำหรับประเทศใหม่อย่างอเมริกา ที่รากแก้วของประวัติศาสตร์ยังไม่หยั่งรากลึกลงดิน ความคิดใหม่ ๆ จากดินแดนที่มีรากทางวัฒนธรรมที่กยั่งลุกอย่างยุโรป ย่อมดูหอมหวนชวนหลงใหล - -
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่นักศึกษาทางสถาปัตย-กรรมตาม มหาวิทยาลัยต่างๆ จะเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเรียนใหม่ โดยรับแนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ให้เป็นแกนหลักที่สำคัญของการเรียนการสอนแทนที่แนวความคิดแบบดั้งเดิม - - ที่พวกเขาคิดว่าเก่าครำครึ
ซึ่งหากเราจะสืบสาวถึงความเป็นมาของแนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมในแบบโมเดิร์น (Modern Architecture) ที่มีต้นกำเนิดแรกในยุโรป ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ต้องการจะต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนชั้นกลาง (ฺBourgeoise) (โดยชนชั้นกลางอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นปัญญาชนคนหนุ่มสาว--หรือพูดให้ง่ายเข้า ก็คือ เป็นลูกของคนที่มีฐานะทางครอบครัวดีที่อ่านหนังสือเยอะ ยกตัวอย่างเช่น วอเตอร์ โกรเปียส เป็นต้น)
โดยมีความเชื่อว่า วิถีชีวิตในแบบที่เป็นอยู่ของชนชั้นกลางนั้นสิ้นเปลืองและสุรุ่ยสุร่ายจนเกินไป ดังนั้นอาคารที่ออกในแบบสมัยใหม่นั้นจึงไม่ควรมีส่วนตกแต่งหรือลวดลายใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับแนวความคิดในแบบโมเดิร์นนั้น 'การตกแต่ง' ก็เปรียบเสมือนเป็นการทำ 'อาชญากรรม' ที่ร้ายแรงอย่างหนึ่งเลย (น่าดีใจแทนพวกเขาเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มนักออกแบบรุ่นนี้ไม่ได้มีชีวิตยืน ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาอาจจะทำใจยอมรับไม่ได้ ถ้าเกิดอ่านเจอในหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและตกแต่งบ้านที่มีอยู่ ตามท้องตลาดในปัจจุบัน ที่มักชอบใช้สำนวนในการบรรยายว่า "บ้านหลังนี้ตกแต่งด้วยสไตล์แบบโมเดิร์น"--ให้ตายเถอะการตกแต่งนั้นเป็น อาชญากรรมชัดๆ แต่ก็อย่างว่าล่ะนะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว)
ซึ่งเป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง (ฺBourgeois) รวมเรื่องการให้ความสำคัญในเรื่องของการออกแบบ 'ที่ว่าง' (Space) เพราะในความคิดของสถาปนิกผู้นิยมออกแบบงานในแบบโมเดิร์นมีความเชื่อว่า
ความว่างเป็นสิ่งที่ปราศจากความหมาย และยังเป็นหัวใจหลักของการออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ซึ่งสถาปนิกหวังว่ามาจะ เป็นที่อยู่อาศัยแบบใหม่ของชนชั้นแรงงาน ภายใต้โลกทัศน์ในแบบสังคมนิยมที่บูชา "มวลชน" ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ด้วย
และจุดที่เป็นปัญหาซึ่งเป็นที่มีมาของความรักสามเศร้านี้ก็คือ ในความเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น อาคารเพื่อมวลชนเหล่านี้โดยส่วนใหญ่ไม่เคยถูกใจผู้ที่อยู่ในชนชั้นแรงงาน (Working Class) ด้วยสาเหตุก็เนื่องมาจากมันเป็นที่อยู่อาศัยที่ดูแห้งแล้งเกินไป ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามันมีลักษณะคล้ายสถานที่ทำงานของเขานั้นก็คือ 'โรงงาน' มากกว่า จะเป็น 'บ้าน' ที่แสนอบอุ่น
ดังนั้นเมื่ออยู่ไปซักพักนึง ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะตัดสินใจย้ายออกไปหาบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ชานเมืองที่อาจจะอยู่ไกลมากขึ้น แต่มีบรรยากาศแวดล้อมที่ดูอบอุ่นกว่าซึ่งมีลักษณะน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม (ที่สามารถวางตุ๊กตาหมีพูห์และมิกกี้เม้าส์ของลูกๆ ไว้ภายในบ้านได้อย่างไม่รู้สึกตะขิตะขวงใจ) บางทีคนพวกนี้คงอาจจะอ่านหนังสือน้อยเกินไป จึงไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ที่เหล่าสถาปนิกยุคโมเดิร์นได้มอบให้คือนวัตกรรมใหม่ของการอยู่อาศัยในศตวรรษที่ 20
แน่นอนงานสถาปัตยกรรมเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้เงินในการสร้างสูงกว่าศิลปะชนิดอื่นๆ ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำการทำงานออกแบบร่วมกับภาครัฐจึงเป็นทางออกที่สถาปนิกในยุคโมเดิร์นนิยมกระทำกัน อาคารพักอาศัยของชนชั้นแรงงานจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่อยู่ไปนานๆ เข้าสถานที่เหล่านั้นก็เริ่มรกร้างว้างเปล่า สาเหตุก็เนื่องจากปราศจากผู้คนอยู่อาศัย
ในทางตรงกันข้าม ในย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง (ฺBourgeois) เราก็จะเริ่มเห็นบ้านในสไตล์โมเดิร์นผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็นเช่นกัน พร้อมกับรอยยิ้มชื่นชมยินดีว่าพวกตนได้เป็นเจ้าของสิ่งที่เป็นนวัติกรรมทาง การอยู่อาศัยแห่งศตวรรษที่ 20
จะมีอะไรน่าเศร้าไปกว่านี้อีก
สถาปนิกคิดค้นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เพื่อมวลชนคนชั้นแรงงาน แต่น้ำพักน้ำแรงทางความคิดของเขากลับถูกคนกลุ่มนี้ตั้งท่ารังเกียจ แต่ในขณะเดียวกันนั้น ชนชั้นกลางที่สถาปนิกตั้งท่ารังเกียจ และออกแบบสถาปัตยกรรมรูปแบบสมัยใหม่เพื่อต่อต้านวิถีชีวิต กลับให้การต้อนรับงานออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมกับแกล้งทำเป็นลืมว่าต้นกำเนิดของสถาปัตยกรรมเหล่านี้เกิดจากการตั้ง ท่ารังเกียจพวกตน
และจากจุดนี้เองที่นักทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมหลายท่าน กำหนดหมุดหมายให้มันเป็นจุดสิ้นสุด ของ ‘สถาปัตยกรรมในแบบสมัยใหม่’ (Modern Architecture) กลุ่มสถาปนิกหนุ่มสาวหัวคิดก้าวหน้าในสมัยนั้น อาจจะตบมือ หวีดร้องส่งเสียงดังด้วยความดีใจ ในใจของเขาและเธอคงจะคิดว่ารุ่งอรุนแห่งสถาปัตยกรรมแบบใหม่ๆ กำลังจะมาถึงอีกในไม่ช้านี้--ยุคที่่สถาปัตยกรรมหันมาให้ความสำคัญกับ 'มนุษย์' (Human) มากกว่า 'ที่ว่าง' (Space)
ถึงแม้ว่าสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architecture) จะมีต้นกำเนิดมาจากแนวความคิดแบบสังคมนิยมสุดขั้ว แต่เมื่อมันเดินทางผ่านกาลเวลามาถึงวันนี้นั้นไม่มีใครพูดถึงมันในฐานะที่ เป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานอีกต่อไปแล้ว--เพราะมันฟังดูเช้ยเชยและเพื่อชีวิตเอามากๆ
เด็กในชั้นเรียนสถาปัตยกรรมบางคนอาจจะไม่รู้ว่า อะไรเป็นสาเหตุที่เป็นที่มาหรือต้นกำเนิดของงานแบบโมเดิร์นที่ดูเรียบๆ ซึ่งมีให้เห็นกันเกร่อตามหน้านิตยสารหรือหนังสือสถาปัตยกรรมที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วๆ ไป ซึ่งปัจจุบันนี้เราอาจจะเปลี่ยนชื่อเรียกเสียใหม่ให้ฟังดูเท่ เก๋ ว่าเป็นงานแบบ Minimalist (ซึ่งจะว่ากันไปก็เป็นเรื่องของคนมีมาก(ร่ำรวย)ที่คิดอยากจะลองมีน้อย-- ด้วยการลองทำตัวสมถะดูสักที)
และสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยแม้เวลาจะ ผ่านมาเนิ่นนานเพียงใดก็คือชนชั้นกลาง (Bourgois) ยังเป็นกลุ่มคนที่รักและเอ็นดูงานในแบบโมเดิร์นนี้อย่างไม่เสื่อมคลายแม้ว่า เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด
Credit : หนังสือ HOME & DECOR Special 2547
เสียงระเบิดแรงสูงดังสนั่นหวั่นไหว เพียงพริบตาอาคารพักอาศัยรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมความสูง 14 ชั้นหลายหลังในโครงการเคหสถานขนาดใหญ่สำหรับชนชั้นแรงงาน ที่มีชื่อว่า "พรุทท์-ไอโกอ์" (Pruitt-Igoe) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนสายหนี่งในเมืองเซนต์หลุยส์ พังราบลงกับพื้นโลกกลายเป็นกองเศษอิฐที่ไร้ประโยชน์--วินาทีถัดไปจากนี้จะไม่มีสถานที่อย่าง "พรุทท์-ไอโกอ์" (Pruitt-Igoe) อยู่บนโลกอีกต่อไป
"พรุทท์-ไอโกอ์" (Pruitt-Igoe) เป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่ถูกสร้างขึ้นด้วยอุดมคติในแบบ"สถาปัตยกรรมสมัยใหม่" (Modern Architecture)100 % เต็มแน่นอน เรียกได้ว่ามันเป็นสายพันธุ์แท้ของสถาปัตยกรรมในรูปแบบสมัยใหม่ (เพราะการออกแบบนั้นดำเนินรอยตามแนวความคิดของกลุ่ม CAIM-THE CONGRESS OF INTERNATIONAL MODERN ARCHITECTS ซึ่งเป็นกลุ่มของสมาชิกที่เป็นผู้นำทางด้านสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 20 แทบจะทุกกระเบียดความคิด)
อาคารหลังนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่นอย่าง มิโนรุ ยามาซากิ (ในวินาทีนั้นเขาคงไม่รู้ว่าอีก 30 ปีข้างหน้าอาคารอย่าง World Trade Center ที่เขากำลังออกแบบอยู่ในขณะนั้นก็จะหายวับไปกับตาเช่นกัน ในเช้าตรู่ของวันที่ 11 กันยายน ปี 1999) โดยอาคารหลังนี้ได้รับรางวัลจาก THE AMERICAN INSTITUTE OF ARCHITECTS ในฐานะที่เป็นอาคารที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่ ณ วินาทีก่อนที่มันจะกลายเป็นกองเศษอิฐนั้นอาจจะพูดได้ว่า
"ไม่มีชนชั้นแรงงานคนไหนที่เคยอาศัยอยู่ในอาคารแห่งนี้ต้องการมันอีกแล้ว"
(มิเช่นนั้นคงจะไม่ตัดสินใจที่จะระเบิดมันทิ้ง) สาเหตุที่สำคัญก็คือ
อาคารพักอาศัยหลังนี้มันดูเย่อหยิ่งจนเกินไป ทะนงตัวจนเกินไป...
และแน่นอนที่สุดมันไม่แคร์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยสักเท่าไหร่ และจุดที่สำคัญที่สุดก็คือ มันดันลืมไปสนิทว่าในแต่ละชีวิตที่อาศัยอยู่ในอาคารแห่งนี้แท้จริงนั้นทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งหน่วยของชีวิตที่มีความเป็นปัจเจก
อาคารหลังนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่นอย่าง มิโนรุ ยามาซากิ (ในวินาทีนั้นเขาคงไม่รู้ว่าอีก 30 ปีข้างหน้าอาคารอย่าง World Trade Center ที่เขากำลังออกแบบอยู่ในขณะนั้นก็จะหายวับไปกับตาเช่นกัน ในเช้าตรู่ของวันที่ 11 กันยายน ปี 1999) โดยอาคารหลังนี้ได้รับรางวัลจาก THE AMERICAN INSTITUTE OF ARCHITECTS ในฐานะที่เป็นอาคารที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่ ณ วินาทีก่อนที่มันจะกลายเป็นกองเศษอิฐนั้นอาจจะพูดได้ว่า
"ไม่มีชนชั้นแรงงานคนไหนที่เคยอาศัยอยู่ในอาคารแห่งนี้ต้องการมันอีกแล้ว"
(มิเช่นนั้นคงจะไม่ตัดสินใจที่จะระเบิดมันทิ้ง) สาเหตุที่สำคัญก็คือ
อาคารพักอาศัยหลังนี้มันดูเย่อหยิ่งจนเกินไป ทะนงตัวจนเกินไป...
และแน่นอนที่สุดมันไม่แคร์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยสักเท่าไหร่ และจุดที่สำคัญที่สุดก็คือ มันดันลืมไปสนิทว่าในแต่ละชีวิตที่อาศัยอยู่ในอาคารแห่งนี้แท้จริงนั้นทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งหน่วยของชีวิตที่มีความเป็นปัจเจก
นี่อาจเป็นรอยร้าวที่ชัดเจนที่สุดของ "ตำนานรักสามเส้า" ในแวดวงสถาปัตยกรรมที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ของผู้ไม่สมหวังในรักทั้งสาม - - สถาปนิก (ผู้ฝักใฝ่ในการออกแบบสไตล์โมเดิร์น) ชนชั้นแรงงาน และชนชั้นกลาง (BOURGEOIS)
ตำนานรักสามเส้า - - อันแสนโศก เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อทศวรรษ 1930 เมื่อผู้นำทางความคิดแบบสมัยใหม่แห่งโรงเรียนบาวเฮ้าส์ (BAUHAUS) อย่าง วอเตอร์ โกรเปียส (Walter Gropius) และเพื่อนของเขา เมียส วาน เดอ โรห์ (Mies Van Der Rohe) ระหกระเหินหนีภัยสงครามจากพวกมาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 จากเยอรมนีประเทศบ้านเกิดมาสู่โลกใหม่ - - สหรัฐอเมริกา
Walter Gropius : "คิดงานไม่ออก ทำไงดีฟะ..- -"
แน่นอน ในชั่วโมงนั้นแนวความคิดในแบบโมเดิร์นกำลังเบ่งบานและฝังรากลึกลงไปในความคิดของสถาปนิกหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าในยุโรปอยู่บ้างแล้ว ไม่แปลกอะไรที่การมาอเมริกาในครั้งนี้ของโกรเปียสจะเปรียบเสมือนการปรากฏตัวของ "พระเจ้าองค์ใหม่" ซึ่งเป็นผู้นำความคิดทางการออกแบบอาคารภายใต้รูปแบบที่เราเรียกว่า "สถาปัตยกรรมสมัยใหม่" (Modern Architecture) การมาสู่โลกใหม่ในครั้งนี้เขาได้รับตำแหน่งเป็นถึงคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Harvard University)
แน่นอนสำหรับประเทศใหม่อย่างอเมริกา ที่รากแก้วของประวัติศาสตร์ยังไม่หยั่งรากลึกลงดิน ความคิดใหม่ ๆ จากดินแดนที่มีรากทางวัฒนธรรมที่กยั่งลุกอย่างยุโรป ย่อมดูหอมหวนชวนหลงใหล - -
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่นักศึกษาทางสถาปัตย-กรรมตาม มหาวิทยาลัยต่างๆ จะเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเรียนใหม่ โดยรับแนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ให้เป็นแกนหลักที่สำคัญของการเรียนการสอนแทนที่แนวความคิดแบบดั้งเดิม - - ที่พวกเขาคิดว่าเก่าครำครึ
ซึ่งหากเราจะสืบสาวถึงความเป็นมาของแนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมในแบบโมเดิร์น (Modern Architecture) ที่มีต้นกำเนิดแรกในยุโรป ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ต้องการจะต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนชั้นกลาง (ฺBourgeoise) (โดยชนชั้นกลางอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นปัญญาชนคนหนุ่มสาว--หรือพูดให้ง่ายเข้า ก็คือ เป็นลูกของคนที่มีฐานะทางครอบครัวดีที่อ่านหนังสือเยอะ ยกตัวอย่างเช่น วอเตอร์ โกรเปียส เป็นต้น)
โดยมีความเชื่อว่า วิถีชีวิตในแบบที่เป็นอยู่ของชนชั้นกลางนั้นสิ้นเปลืองและสุรุ่ยสุร่ายจนเกินไป ดังนั้นอาคารที่ออกในแบบสมัยใหม่นั้นจึงไม่ควรมีส่วนตกแต่งหรือลวดลายใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับแนวความคิดในแบบโมเดิร์นนั้น 'การตกแต่ง' ก็เปรียบเสมือนเป็นการทำ 'อาชญากรรม' ที่ร้ายแรงอย่างหนึ่งเลย (น่าดีใจแทนพวกเขาเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มนักออกแบบรุ่นนี้ไม่ได้มีชีวิตยืน ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาอาจจะทำใจยอมรับไม่ได้ ถ้าเกิดอ่านเจอในหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและตกแต่งบ้านที่มีอยู่ ตามท้องตลาดในปัจจุบัน ที่มักชอบใช้สำนวนในการบรรยายว่า "บ้านหลังนี้ตกแต่งด้วยสไตล์แบบโมเดิร์น"--ให้ตายเถอะการตกแต่งนั้นเป็น อาชญากรรมชัดๆ แต่ก็อย่างว่าล่ะนะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว)
แน่นอนสิ่งต่างๆ ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยมือด้วยความวิจิตรบรรจง นั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่นำความฟุ้งเฟ้อมาสู่ ดังนั้นวัสดุในการที่จะนำมาใช้งานในการก่อสร้างจึงไม่ควรเป็นของ 'ทำมือ' เพราะของที่ทำจากมือนั้นย่อมมีราคาแพง แน่นอนเมื่อมีความคิดเช่นนี้ วัสดุที่ถูกผลิตด้วยระบบอุตสาหกรรมอย่าง กระจก เหล็ก ไม้ และคอนกรีต ที่มีสีขาว สีดำ สีเทา และสีน้ำตาล (มีความเชื่อกันว่าสีเหล่านี้เป็นสีกลางๆ ที่ดูขรึมๆ ไม่ดูฟุ้งเฟ้อ) ตามธรรมชาติที่เป็นอยู่จริงของวัสดุชิ้นนั้นๆ (ลองไปดูหนังสือตกแต่งบ้านที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดดูสิว่ามีสีต่างๆ ที่พูดถึงเหล่านี้บ้างไหมเอ่ย?) จึงกลายเป็นทางออกใหม่ในการสร้างสรรค์งานสถาปัตกยกรรม รวมถึงยังใช้รูปทรงเรขาคณิตที่มีรูปทรงที่เรียบง่ายเป็นแรงบันดาลใจในการ สร้างรูปทรงของอาคารเพราะมีความเชื่อว่ารูปทรงเรานี้เป็นรูปทรงที่ปราศจาก ความหมายจึงไม่สามารถเชื่อมโยงมันเองกับสิ่งที่ผ่านมาในอดีตได้
บรรยากาศอาคารเรียน Bauhaus
(ส่วนตัว : เหมือนมองจากอาคารเรียนรวมคณะตัวเองโคดๆ -*-)
ซึ่งเป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง (ฺBourgeois) รวมเรื่องการให้ความสำคัญในเรื่องของการออกแบบ 'ที่ว่าง' (Space) เพราะในความคิดของสถาปนิกผู้นิยมออกแบบงานในแบบโมเดิร์นมีความเชื่อว่า
ความว่างเป็นสิ่งที่ปราศจากความหมาย และยังเป็นหัวใจหลักของการออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ซึ่งสถาปนิกหวังว่ามาจะ เป็นที่อยู่อาศัยแบบใหม่ของชนชั้นแรงงาน ภายใต้โลกทัศน์ในแบบสังคมนิยมที่บูชา "มวลชน" ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ด้วย
และจุดที่เป็นปัญหาซึ่งเป็นที่มีมาของความรักสามเศร้านี้ก็คือ ในความเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น อาคารเพื่อมวลชนเหล่านี้โดยส่วนใหญ่ไม่เคยถูกใจผู้ที่อยู่ในชนชั้นแรงงาน (Working Class) ด้วยสาเหตุก็เนื่องมาจากมันเป็นที่อยู่อาศัยที่ดูแห้งแล้งเกินไป ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามันมีลักษณะคล้ายสถานที่ทำงานของเขานั้นก็คือ 'โรงงาน' มากกว่า จะเป็น 'บ้าน' ที่แสนอบอุ่น
ดังนั้นเมื่ออยู่ไปซักพักนึง ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะตัดสินใจย้ายออกไปหาบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ชานเมืองที่อาจจะอยู่ไกลมากขึ้น แต่มีบรรยากาศแวดล้อมที่ดูอบอุ่นกว่าซึ่งมีลักษณะน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม (ที่สามารถวางตุ๊กตาหมีพูห์และมิกกี้เม้าส์ของลูกๆ ไว้ภายในบ้านได้อย่างไม่รู้สึกตะขิตะขวงใจ) บางทีคนพวกนี้คงอาจจะอ่านหนังสือน้อยเกินไป จึงไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ที่เหล่าสถาปนิกยุคโมเดิร์นได้มอบให้คือนวัตกรรมใหม่ของการอยู่อาศัยในศตวรรษที่ 20
ในทางตรงกันข้าม ในย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง (ฺBourgeois) เราก็จะเริ่มเห็นบ้านในสไตล์โมเดิร์นผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็นเช่นกัน พร้อมกับรอยยิ้มชื่นชมยินดีว่าพวกตนได้เป็นเจ้าของสิ่งที่เป็นนวัติกรรมทาง การอยู่อาศัยแห่งศตวรรษที่ 20
จะมีอะไรน่าเศร้าไปกว่านี้อีก
สถาปนิกคิดค้นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เพื่อมวลชนคนชั้นแรงงาน แต่น้ำพักน้ำแรงทางความคิดของเขากลับถูกคนกลุ่มนี้ตั้งท่ารังเกียจ แต่ในขณะเดียวกันนั้น ชนชั้นกลางที่สถาปนิกตั้งท่ารังเกียจ และออกแบบสถาปัตยกรรมรูปแบบสมัยใหม่เพื่อต่อต้านวิถีชีวิต กลับให้การต้อนรับงานออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมกับแกล้งทำเป็นลืมว่าต้นกำเนิดของสถาปัตยกรรมเหล่านี้เกิดจากการตั้ง ท่ารังเกียจพวกตน
ถึงแม้ว่าสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architecture) จะมีต้นกำเนิดมาจากแนวความคิดแบบสังคมนิยมสุดขั้ว แต่เมื่อมันเดินทางผ่านกาลเวลามาถึงวันนี้นั้นไม่มีใครพูดถึงมันในฐานะที่ เป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานอีกต่อไปแล้ว--เพราะมันฟังดูเช้ยเชยและเพื่อชีวิตเอามากๆ
เด็กในชั้นเรียนสถาปัตยกรรมบางคนอาจจะไม่รู้ว่า อะไรเป็นสาเหตุที่เป็นที่มาหรือต้นกำเนิดของงานแบบโมเดิร์นที่ดูเรียบๆ ซึ่งมีให้เห็นกันเกร่อตามหน้านิตยสารหรือหนังสือสถาปัตยกรรมที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วๆ ไป ซึ่งปัจจุบันนี้เราอาจจะเปลี่ยนชื่อเรียกเสียใหม่ให้ฟังดูเท่ เก๋ ว่าเป็นงานแบบ Minimalist (ซึ่งจะว่ากันไปก็เป็นเรื่องของคนมีมาก(ร่ำรวย)ที่คิดอยากจะลองมีน้อย-- ด้วยการลองทำตัวสมถะดูสักที)
และสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยแม้เวลาจะ ผ่านมาเนิ่นนานเพียงใดก็คือชนชั้นกลาง (Bourgois) ยังเป็นกลุ่มคนที่รักและเอ็นดูงานในแบบโมเดิร์นนี้อย่างไม่เสื่อมคลายแม้ว่า เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด
Credit : หนังสือ HOME & DECOR Special 2547